การเลี้ยงไหม
แหล่งเรียนรู้ครบวงจรเกี่ยวกับการเลี้ยงไหม
วงจรชีวิตของหนอนไหม
ระยะไข่
ไข่ไหมมีขนาดเล็กและมีสีเหลืองอ่อน เมื่อใกล้ฟักจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือสีเทา ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น
ระยะตัวหนอน
เป็นระยะที่หนอนไหมกินใบหม่อนและเจริญเติบโต แบ่งเป็น 5 วัย (Instar) โดยจะมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน ในระยะนี้หนอนไหมจะกินใบหม่อนมากที่สุดในวัยที่ 4 และ 5
ระยะทำรัง
เมื่อหนอนไหมโตเต็มที่จะหยุดกินอาหารและเริ่มสร้างรังไหม โดยจะพ่นเส้นไหมออกมาจากต่อมไหมบริเวณปาก และพันรอบตัวเป็นรัง ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน รังไหมส่วนใหญ่มีสีขาวหรือเหลือง
ระยะดักแด้
ภายในรังไหม หนอนไหมจะเปลี่ยนเป็นดักแด้ (เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง) ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ในการผลิตเส้นไหม เกษตรกรจะเก็บรังไหมในระยะนี้ก่อนที่ดักแด้จะออกมาเป็นผีเสื้อ
ระยะผีเสื้อ
หากปล่อยให้วงจรชีวิตดำเนินต่อไป ดักแด้จะพัฒนาเป็นผีเสื้อและออกจากรัง ผีเสื้อไหมไม่สามารถบินได้และไม่กินอาหาร มีชีวิตอยู่เพียง 5-10 วัน เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ ผีเสื้อตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 300-500 ฟอง
การดูแลหนอนไหม
ควบคุมอุณหภูมิ
อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมอยู่ที่ 24-28°C สำหรับไข่ไหมและหนอนไหมวัยอ่อน และ 22-26°C สำหรับหนอนไหมวัยแก่ อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของรังไหม
ควบคุมความชื้น
ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมอยู่ที่ 75-85% สำหรับไข่ไหมและหนอนไหมวัยอ่อน และ 65-75% สำหรับหนอนไหมวัยแก่และระยะทำรัง ความชื้นที่เหมาะสมช่วยป้องกันการเหี่ยวแห้งของใบหม่อนและลดความเสี่ยงของโรค
สุขอนามัย
รักษาความสะอาดของบริเวณที่เลี้ยงไหมอยู่เสมอ กำจัดมูลไหมและเศษใบหม่อนวันละ 1-2 ครั้ง ฆ่าเชื้อกล่องเลี้ยงไหมและอุปกรณ์ก่อนใช้งาน สุขอนามัยที่ดีช่วยป้องกันการระบาดของโรค
อาหาร
ให้ใบหม่อนสดและสะอาดแก่หนอนไหม วัยอ่อนต้องการใบที่อ่อนนุ่ม ส่วนวัยแก่สามารถกินใบที่แก่กว่าได้ ให้อาหารวันละ 3-4 ครั้งสำหรับหนอนไหมวัยอ่อน และ 4-5 ครั้งสำหรับวัยแก่ ในวัยที่ 5 หนอนไหมจะกินมากที่สุด
พื้นที่เลี้ยง
หนอนไหมต้องการพื้นที่มากขึ้นเมื่อโตขึ้น ควรแยกหนอนไหมให้มีระยะห่างที่เหมาะสม โดยเฉพาะในวัยที่ 4-5 การแออัดจะทำให้หนอนไหมเครียดและเสี่ยงต่อการเกิดโรค หนอนไหม 100 ตัวในวัยที่ 5 ต้องการพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร
แสงสว่าง
หนอนไหมไม่ชอบแสงสว่างจ้า ควรเลี้ยงในที่ที่มีแสงสลัว หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง แสงสว่างที่เหมาะสมคือประมาณ 15-20 ลักซ์ ในช่วงทำรังควรมืดสลัวมากขึ้น เพื่อให้หนอนไหมทำรังได้ดี
ปัญหาที่พบบ่อย
โรคแกรสเซอรี่
เป็นโรคไวรัสที่พบบ่อย หนอนไหมที่ติดเชื้อจะมีผิวมันวาว ลำตัวบวม แตกและปล่อยของเหลวสีขาวขุ่น
การป้องกัน: รักษาความสะอาด ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น แยกหนอนที่แสดงอาการป่วยออกทันที
โรคแฟลเชอรี่
เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร หนอนไหมจะมีอาการเบื่ออาหาร ลำตัวอ่อนปวกเปียก และมีกลิ่นเหม็นเน่า
การป้องกัน: ให้อาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงใบหม่อนชื้นเกินไป รักษาความสะอาดของพื้นที่เลี้ยง
โรคมัสคาร์ดีน
เป็นโรคเชื้อราที่ทำให้หนอนไหมตายและกลายเป็นสีขาวคล้ายชอล์กหรือสีเขียว ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อรา
การป้องกัน: ควบคุมความชื้นไม่ให้สูงเกินไป ฆ่าเชื้อพื้นที่เลี้ยงด้วยฟอร์มาลีนหรือสารฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
การเก็บรังไหม
เวลาที่เหมาะสม
เก็บรังไหมหลังจากหนอนไหมสร้างรังเสร็จสมบูรณ์ประมาณ 7-8 วัน เมื่อดักแด้ภายในรังแข็งตัวแล้ว แต่ยังไม่ถึงระยะที่จะออกมาเป็นผีเสื้อ การเก็บเร็วเกินไปจะทำให้เส้นไหมยังไม่แข็งแรงพอ การเก็บช้าเกินไปอาจทำให้ผีเสื้อทะลุรังออกมา
การเก็บรังไหม
เก็บรังไหมออกจากจ่อ (ที่ให้หนอนไหมทำรัง) อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการทำให้รังไหมบุบหรือเสียหาย แยกรังที่มีคุณภาพดี (รูปร่างสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีรอยเปื้อน) ออกจากรังที่มีตำหนิ
การกำจัดดักแด้
ต้องกำจัดดักแด้ภายในรังไหมเพื่อป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นผีเสื้อและทำลายรัง วิธีที่นิยมคือการอบด้วยความร้อนแห้งที่อุณหภูมิ 60-70°C นาน 4-5 ชั่วโมง หรือใช้ไอน้ำร้อนที่ 95-100°C นาน 10-15 นาที
การเก็บรักษา
เก็บรังไหมในที่แห้งและเย็น ความชื้นไม่เกิน 70% และอุณหภูมิไม่เกิน 25°C เพื่อป้องกันเชื้อราและแมลง รังไหมที่เก็บรักษาอย่างดีสามารถเก็บได้นานหลายเดือนโดยไม่เสื่อมคุณภาพ
การคัดเกรด
คัดแยกรังไหมตามคุณภาพ ขนาด น้ำหนัก และลักษณะภายนอก รังไหมเกรดดีมีรูปร่างกลมรี ผิวเรียบสม่ำเสมอ เปลือกหนา ไม่มีรอยเปื้อน การคัดเกรดที่ดีช่วยให้ได้ราคาที่เหมาะสมเมื่อนำไปจำหน่าย